“ผมรู้สึกดีใจที่มีคนสนใจในสิ่งเล็กๆที่ผมทำ” ทุกคำถามที่ยังไม่เคยมีใครสัมภาษณ์ ผู้กำกับและนักดำน้ำ The Cave นางนอน

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า บทสัมภาษณ์ที่เราจะได้อ่านกันทั้งหมดนี้ เป็นบทสัมภาษณ์แบบ Exclusive จากการที่กวางได้สัมภาษณ์ตรงถึงคุณทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และ คุณจิม วอร์นี่ นักดำน้ำในภาพยนตร์และในเหตุการณ์จริง ผ่านการประสานงานของทีมงานภาพยนตร์ The Cave นางนอน ที่ได้ให้โอกาสสัมภาษณ์ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณไว้ ที่นี้ค่ะ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ร้อนแรงแซงทุกทางจริงๆ ทั้งกระแสต้านและกระแสเชียร์ มีเข้ามาเท่าๆกัน และในขณะเดียวกันก็มีเสียงโต้แย้งจากหลายท่านที่เป็นประเด็นกันรายวันเลย

จากแรกเริ่มเดิมทีที่คิดจะรีวิวหนังทั่วๆไปอย่างที่เคยได้ทำ เรากลับคิดว่าสิ่งที่น่าจะทำได้ดีกว่าการรีวิวในครั้งนี้ ที่เป็นการถ่ายทอดมุมมองจากการดูหนังของเราแค่คนเดียว คือการได้รับรู้ถึงหลายเรื่องราวที่มากไปกว่าในหนัง เช่น เครดิตท้ายหนัง ที่ทำไม KFC ต้องเป็นสปอนเซอร์ เรื่องนี้ก็ยังอยากรู้

ซึ่งหลังจากที่เราได้รับการอนุญาตในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ กวางก็ได้เรียบเรียงคำถามที่คิดว่าจะออกมาเป็นบทสัมภาษณ์ ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจและเรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีดราม่า ไม่มีคำถามที่ชงให้เกิดประเด็น และเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครถาม เป็นสิ่งที่คุณทอมได้บอกกับเราไว้ และเป็นที่มาในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

69666335_10216696608582256_5753730690155806720_o.jpg

เราเริ่มกันที่การสัมภาษณ์คุณจิม วอร์นี่ นักดำน้ำในภาพยนตร์และในเรื่องจริงกับการช่วยชีวิตทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวงนางนอน มีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้เห็นได้เลยว่า คุณจิมมีความตั้งใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคนมากทีเดียว

ก่อนหน้านี้คุณจิมเคยมาเมืองไทย?

ผมไม่เคยมาเมืองไทยมาก่อน และไม่มีแพลนที่จะมาเมืองไทยเลย จนถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ที่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องมา เพราะถ้าเป็นมุมของการท่องเที่ยว ผมแค่มีแพลนไปดำน้ำเพื่อสำรวจดูถ้ำต่างๆแค่นั้น

แล้วปัจจุบันคุณจิมทำอาชีพอะไร อยากให้เล่าเพื่อให้คนที่ชื่นชอบได้รู้จักตัวตนของคุณจิม

ในส่วนของอาชีพหลักที่ทำอยู่ ผมทำงานในเรื่องที่เกี่ยวกับไฟฟ้า โดยลักษณะงานจะทำงานตามสัญญาจ้างหรือเรียกง่ายๆว่า ฟรีแลนซ์ คือถ้าใครต้องการให้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้า ก็จะจ้างตัวผมไปทำงาน เช่นเดียวกันกับช่วงเหตุการณ์ถ้ำหลวง ตอนนั้นผมก็กำลังทำเรื่องไฟฟ้าให้กับโรงงานที่ใกล้ๆกับสนามบินของไอร์แลนด์ แต่ก็เป็นช่วงที่ผมต้องใช้เวลามาก และต้องใช้การโฟกัสมากๆในเรื่องของการกู้ภัยที่ถ้ำหลวง เพราะต้องลงพื้นที่เพื่อพูดคุยและหาข้อมูลเพิ่ม ทำให้ในตอนหลังผมต้องลาออกจากงานไฟฟ้า และเดินหน้าในเรื่องของการดำน้ำกู้ภัยในถ้ำ ที่จะช่วยเป็นเคสศึกษาให้กับคนอื่นๆ และเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ องค์ความรู้ ให้มีประโยชน์ในอนาคต ผมจึงเริ่มมาเปิดบริษัททำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกับโลกใบนี้มากๆ

ตอนได้รับการติดต่อครั้งแรกให้มาแสดงหนัง กับ ติดต่อให้ไปช่วยเด็กๆ ฟีลลิ่งต่างกันแค่ไหน

ต้องบอกว่า เป็นฟีลลิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตเลย ไม่เคยใฝ่ฝันมาก่อน อย่างตอนที่ได้ไปช่วยเด็กๆที่ถ้ำหลวง มันมีทั้งอารมณ์ที่มีความสุข ความตื่นเต้น ที่จะได้ไปทำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีทั้งความกลัว ความเครียด อารมณ์มันขึ้นลงตลอดเวลา แต่พอถึงเวลาที่ได้เข้าไปปฏิบัติการณ์จริง ได้เข้าไปช่วยทีมหมูป่า ตอนนั้นผมได้ใช้ประสบการณ์และทักษะต่างๆที่ได้เคยร่วมงานกับทีมใหญ่ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายมากๆในด้านของการดำน้ำในถ้ำ ที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดในการเข้าไปช่วยเหลือคน เพราะมันเป็นสิ่งที่เรารักที่จะทำมากๆ

แล้วในด้านของงานแสดงรู้สึกอย่างไรบ้าง

ในด้านของการแสดงหนัง มันเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ทำ ซึ่งตลอดมาก็ยังคิดว่า เราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในครั้งนี้ให้คนอื่นๆได้ทราบกัน ถึงแม้ส่วนงานที่ผมทำมันจะเป็นส่วนน้อยนิดในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ตาม แต่สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่มีค่าและอยากถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้ ซึ่งมันก็เป็นช่วงเวลาที่พอดีกัน ที่ผมเริ่มมีความคิดแบบนี้และได้เจอกับคุณทอมที่เป็นผู้กำกับ แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนหนังเริ่มฉาย มันก็เป็นช่วงเวลาของความสุขที่ผมไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่มีคนสนใจในสิ่งเล็กๆที่ผมทำ แต่ถ้าในมุมของนักแสดง ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็คิดว่าถ้าการมาเป็นนักแสดงจะทำให้ได้ถ่ายทอดในสิ่งที่เราได้ทำ เป็นประสบการณ์ให้คนอื่นๆได้เรียนรู้ มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีและสบายใจที่ได้ทำ

48364259_10214935063224723_5808847468594462720_o.jpg

คุณจิมไม่ใช่นักแสดงมาก่อน มีวิธีอย่างไรถึงได้ถ่ายทอดได้ไม่แพ้นักแสดงมืออาชีพ

ผมแค่รู้สึกตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าต้องมาแสดงแล้วว่า มันเป็นสิ่งที่ผมดีใจที่จะทำ เพราะมันสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆได้ และเป็นการให้ความหมายสำหรับคนที่มีชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่ง ในเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ได้เข้าไปช่วยเด็กๆในครั้งนั้น

คุณจิมเตรียมตัวกับการเป็นนักแสดงนานแค่ไหน แล้วอะไรที่ยากที่สุดในการเป็นนักแสดงในครั้งนี้

ผมไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย เพราะผมไม่ได้เป็นนักแสดงอยู่แล้ว ผมจะเครียดในส่วนที่ต้องเข้าไปกู้ภัย ตอนต้องดำน้ำ และขั้นตอนต่างๆที่จะต้องถ่ายทอดให้คนอื่นๆได้เห็น อันนี้เป็นเรื่องที่ผมกังวลมากกว่า แต่พอได้เห็นตัวเองในจอ ก็รู้แปลกๆเลยนะ เพราะเราไม่เคยมีทักษะด้านนี้มาก่อนเลย แต่ระหว่างทางก็อาศัยการดูในสิ่งที่ตัวเองทำ ดูทุกขั้นตอนและทำให้ดีขึ้นในทุกฉากระหว่างถ่ายทำ คือมันเหมือนกับตอนที่เราได้เข้าไปช่วยเด็กๆที่ถ้ำหลวง เราก็ต้องคิดและไตร่ตรองไปทุกด่าน ระหว่างทางเราคิดตลอดให้มันดี การแสดงหนังก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน

อะไรคือความท้าทายของนักดำน้ำกู้ภัยที่ต้องมาเป็นนักแสดง

ความท้าทายในเรื่องนี้คือ การที่เหตุการณ์นี้มีคุณค่าที่อยู่ในหนัง เพราะนอกเหนือในแต่ละบทบาทของตัวแสดงก็ยังมีเพื่อนของผมที่เข้าไปช่วยกันอีกหลายคน ซึ่งบางคนก็ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ แต่ในขณะที่บางคนไม่ได้มีส่วนร่วมในหนัง แต่ทุกคนก็ช่วยให้กำลังใจผมเป็นอย่างมาก ซึ่งการที่หลายๆคนไม่ได้เข้ามาร่วมในหนัง ผมก็รู้สึกเป็นตัวคนเดียว แต่ก็ตั้งใจที่จะต้องเล่าให้รอบด้านและสมบูรณ์มากที่สุด

อะไรคือสิ่งสำคัญในการดำน้ำกู้ภัยในถ้ำ

การที่ได้มาเป็นอาสาสมัครดำน้ำกู้ภัย คือสิ่งที่ผมตั้งใจว่า ผมจะได้เรียนรู้และได้ทักษะสูงสุดในการปฏิบัติงานในแต่ละครั้งในทุกๆเลเวล ทำให้แต่ละครั้งเมื่อได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมก็นำมาเก็บไว้เป็นประสบการณ์เพื่อช่วยเหลือทั้งคนทั่วไปและเพื่อนนักดำน้ำด้วยกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่ผมเคยไปช่วยชีวิตเพื่อนดำน้ำออกมาจากถ้ำ ตามที่ในหนังเล่าไว้ มันทำให้รู้ว่าทักษะการช่วยชีวิตในถ้ำไม่ได้มีกันได้ทุกคน แต่มันมีค่ามากเมื่อได้ใช้สิ่งเหล่านี้ช่วยชีวิตคนได้

68818731_10216549489464370_7011599647625969664_n.jpg

วันที่รู้ว่าต้องมาช่วยเด็กๆ อะไรที่ทำให้อยากมา และอะไรที่เป็นกังวล

ถ้าถามว่าอะไรที่เป็นกังวล น่าจะเป็นเรื่องความพิเศษของตัวถ้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีระยะทางที่ท้าทาย และเป็นเคสที่เข้าไปติดในถ้ำที่น้ำท่วม เลยเป็นเหตุการณ์ที่มีความไม่ธรรมดาทั้งหมดรวมอยู่ แต่ถ้าพูดถึงถ้ำอื่นๆแล้ว ก็บอกไม่ได้เลยว่า ผลลัพธ์ในความยากและความไม่ธรรมดาทั้งหมดนี้ จะออกมาดีและสำเร็จแบบนี้หรือไม่ เพราะทั้งความหนาวในถ้ำ ความเจ็บปวดทางร่างกายที่อาจเกิดขึ้น และอีกหลายๆองค์ประกอบ มันบอกไม่ได้เลยว่าจะสำเร็จได้เหมือนครั้งนี้

ในด้านที่ทำให้อยากมาร่วมภารกิจครั้งนี้

“Take care out there, I’m here if you need me ถ้าจำกันได้ ประโยคนี้คือประโยคในหนังที่ผมส่งไปหาคุณคริส เพื่อนของผมที่ถูกส่งตัวมากู้ภัย คือตอนนั้นผมเห็นคุณคริสออนไลน์ในกล่องข้อความแมสเซ็นเจอร์ แล้วรู้ว่าเขาไปปฏิบัติภารกิจ ผมเลยส่งข้อความนี้ไปหาเขา ซึ่งความตั้งใจตอนนั้นผมไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องไปช่วยเด็กหรือต้องเป็นฮีโร่ แต่ผมแค่คิดว่า นี่เป็นการไปช่วยเพื่อนเพื่อช่วยกันทำภารกิจตรงหน้าให้สำเร็จ ผมคิดแค่นี้จริงๆ

สิ่งที่คุณจิมประทับใจมากที่สุดในเหตุการณ์ถ้ำหลวงนางนอน คืออะไร

สิ่งที่ผมประทับใจในครั้งนี้ที่สุดคือ ความใจดีและมีมิตรภาพที่น่ารักของคนไทย อีกทั้งแรงผลักดันจากทั่วโลก ที่ทำให้สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ กลับเป็นไปได้จากความเชื่อของทุกคน

สิ่งที่คุณจิมได้รับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้สึก ในเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ คืออะไร แล้วเหตุการณ์ในครั้งนี้ อะไรที่ทำให้คุณจิมข้ามขีดจำกัดของตัวเองในเรื่องใดบ้าง

ถ้าเป็นในมุมของคนอื่นๆที่ผมได้ยินมาและมาบอกกับผม คงเป็นเรื่องการทำงานภายใต้แรงกดตัน ความเครียดที่ไม่เหมือนใคร และทั้งหมดนี้ก็ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆได้ มันเป็นสิ่งที่ผมได้รับรู้มา แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมหวังแค่ว่าครั้งนี้คงไม่ใช่ที่สุดของการก้าวข้ามขีดจำกัดของผม แต่อยากให้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ผมได้เริ่มทำสิ่งอื่นๆและเป็นความสำเร็จในก้าวต่อไป

51129835_10215277742351487_452553844916748288_o.jpg

ทุกวันนี้คุณจิมดำน้ำบ่อยไหม ชอบไปดำน้ำที่ไหนประจำ

ผมจะดำน้ำที่ถ้ำเป็นปกติอยู่แล้วในทุกอาทิตย์ แต่ช่วงหลังที่เริ่มมารับผิดชอบเรื่องถ้ำหลวงจนยาวมาถึงการถ่ายหนัง เลยไม่ได้ออกไปดำน้ำได้บ่อยเหมือนเมื่อก่อน

มีสถานที่ไหนที่คุณจิมอยากไปดำน้ำ ที่เหมือนเป็นความท้าทายครั้งใหม่

จริงๆผมไม่มีจุดหมายที่อยากไปขนาดนั้น เพราะเป้าหมายหลักของผมคือการลงไปสำรวจถ้ำในประเทศที่ผมอยู่ ให้ทั่วทั้งหมด คือที่ไอร์แลนด์

คุณจิมชอบอาหารไทยเมนูไหนที่สุด อยู่ที่ร้านไหน หรือ ไปเที่ยวในไทยที่ไหนแล้วชอบที่สุด

ผมไม่ได้ชอบเมนูอะไรเป็นพิเศษ ผมไปได้ทุกที่และชอบทุกที่ แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งมาค้นพบที่ประเทศไทยและชอบมาก คือ ชมพู่

การมาเมืองไทยครั้งนี้ ได้เพื่อนเพิ่มแค่ไหน แล้วได้เปิดประสบการณ์อะไรให้คุณจิมบ้าง

สำหรับการมาเมืองไทยครั้งนี้ มันเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติในต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าที่ไหนเป็นพิเศษ เพราะโดยรวมในครั้งนี้ผมมาทำภารกิจ เลยไม่มีเวลาได้ลงลึกในแต่ละที่มากนัก แต่รวมๆก็ประทับใจในทุกๆที่ที่ได้ไป และอีกความรู้สึกที่ชัดมากในการมาเมืองไทยครั้งนี้ คือเหมือนผมได้มาออกรบ แล้วได้เพื่อนพี่น้องที่มาร่วมรบด้วยกัน ได้รู้จัก ได้คอนเนคชั่นเพิ่ม ยิ่งตอนถ่ายทำหนังทุกคนต้อนรับผมดีมาก ดูแลผมดี มันทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในการที่ได้ทำงาน

18279002_10210395738384439_3788272459088230806_o.jpg

ถ้าอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าคุณจิมได้เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟัง อะไรคือสิ่งที่อยากบอกกับพวกเขาให้จดจำในเหตุการณ์นี้

ถ้าใน 20 ปีข้างหน้า ผมคิดว่า วันนี้มันเป็นสิ่งที่ปูทางให้ผมได้เริ่มต้นทำเพื่อเดินหน้าต่อไปในอีกเป้าหมายหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ผมจะเล่าให้ลูกชายของผมฟัง ในความท้าทายในเหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายๆคน

44515352_2033223780031754_7289887917516783616_o.jpg

จากเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของนักดำน้ำผู้ที่ภูมิในสิ่งที่ตัวเองได้ทำ และส่งต่อแรงบันดาลใจไปถึงคนทั่วโลก เรื่องราวทั้งหมดได้ส่งมาถึงคุณทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับ The Cave นางนอน ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้

มีแรงบันดาลใจอะไรที่คุณทอมอยากทำหนังเรื่องนี้ แล้วทำไมต้องถ่ายทอดในมุมของนักดำน้ำ

ผมได้เห็นเรื่องราวของเหตุการณ์ถ้ำหลวง และติดตามความคืบหน้าอยู่เรื่อยๆจนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราติดตามจนคิดว่าเราอยากถ่ายทอดเรื่องนี้ในมุมที่น่าสนใจ ให้เป็นหนังสักเรื่อง ซึ่งพอเราได้มารู้เรื่องราวของคุณจิม ที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ทำภารกิจใหญ่จนหลายๆคนยกให้เป็นฮีโร่ ทำให้ผมเห็นว่ามุมนี้น่าหยิบมาเล่าต่อ ซึ่งในเหตุการณ์ที่นักดำน้ำกู้ภัยต้องเข้าหาเด็กๆนั้น ผมก็มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้ผมเห็นถึงมุมมองที่น่าสนใจและหยิบมุมนี้มาถ่ายทอดเป็นหนังเรื่องนี้

ทำไมในเรื่องถึงไม่ใช้นักแสดงชื่อดัง เป็นตัวดึงดูดหนัง เหมือนเรื่องอื่นๆ

ตั้งแต่ผมรู้จักจิม และได้รู้จักคนอื่นๆที่เป็นชาวต่างชาติที่มองว่าจะมาแสดงหนังเรื่องนี้ ผมรู้เลยว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จิมได้เล่นเป็นจิม

มีวิธีแคสติ้งอย่างไร ถึงเลือกคนที่ไม่ใช่นักแสดงมาเป็นนักแสดง

ผมพยายามจะให้ทุกคนทำตัวเป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ต้องแสดง เพราะพวกเขาไม่ใช่นักแสดง แค่ให้พวกเขาช่วยเล่าเรื่องราวในวันนั้นแล้วแสดงออกมา มันเลยเป็นธรรมชาติที่สุด

50858173_2177350802285717_5962960438592274432_o.jpg

เรามีวิธีสื่อสารกับคนที่เป็นตัวจริงในเรื่องจริงอย่างไร ให้เขาทำหน้าที่เป็นนักแสดงในหนังได้ไม่เคอะเขิน

ผมมองว่าการเอาคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆมาแสดงในหนัง เป็นเรื่องที่ง่ายและน่าเชื่อถือที่สุดในการถ่ายทอด แล้วมีหลายครั้งที่ผมบอกให้กล้องถ่ายตลอดในขณะที่พวกเขาแสดงอารมณ์ออกมา และใช้กล้องซูมจากที่ไกลๆซูมเข้ามา โดยที่กล้องไม่ต้องมาอยู่ใกล้ๆให้พวกเขารู้สึกกดดันว่า กำลังแสดงอยู่หน้ากล้อง ทำให้นักแสดงทุกคนรู้สึกสบายใจ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่หนังทั่วไปไม่ได้ใช้กัน

เตรียมตัวกันนานแค่ไหนกับหนังเรื่องนี้

ผมใช้เวลา 3 เดือนในการทำรีเสิร์ช ทั้งการดูยูทูป หาเรฟเฟอเรนซ์ ติดต่ออาสาสมัครและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูให้มากที่สุดเท่าที่พอจะหาได้ เพื่อไว้เป็นข้อมูลในการทำหนัง และเริ่มถ่ายทำกันในเดือนพฤศจิกายน 2018”

ความง่ายที่สุดของหนังเรื่องนี้คืออะไร

สิ่งที่ง่ายที่สุดในเรื่องนี้ คือ การที่ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ ผ่านมุมมองในมุมของคนธรรมดาที่คนทั่วไปไม่ได้รู้จัก แต่ก็เป็นฮีโร่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน นักดำน้ำให้เป็นเส้นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆผมมองว่าเป็นความท้าทายที่ไม่ได้คิดว่า จะสำเร็จไม่ได้

เรื่องถ้ำนางนอน เป็นเรื่องใหญ่มากแล้วมีหลายมิติ คุณทอมยุบย่อและสรุปเรื่องราวทั้งหมดอย่างไร

ผมพยายามที่จะไม่เล่าเรื่องราวมากเกินไป แต่เลือกที่จะให้ความสำคัญในบางคาแรคเตอร์จากหลายพันคน มันเป็นความสำคัญมากที่สุดในการเล่าเรื่อง มันไม่ใช่ทุกคนที่จะไปอยู่ในหนังได้ ผมเลยต้องตัดสินใจว่า อะไรควรจะอยู่ในหนังและอะไรไม่ควรจะอยู่ในหนัง

46523514_2083041741716624_4785248554551607296_o.jpg

ทำงานในถ้ำกับทำงานนอกถ้ำ ต่างกันอย่างไร ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

ผมจำเป็นที่จะต้องหาถ้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปี เพื่อได้ถ่ายทำ แล้วในเรื่องความปลอดภัยในการถ่ายทำในน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะในเรื่องมีเด็กๆด้วย ซึ่งในส่วนของถ้ำหลวงผมได้ขออนุญาตในการถ่ายทำถึง 4 เดือน ถึงจะได้รับการอนุมัติในการถ่ายทำเพียง 1 วัน

ฉากในต่างประเทศ ไปถ่ายในสถานที่จริงๆของเรื่องจริงเลยใช่ไหม แม้แต่ฉากในที่ทำงานของจิม

ใข่ครับ ฉากในต่างประเทศทุกฉากเราได้เดินทางไปถ่ายยังสถานที่จริงๆทั้งหมด ทั้งที่ทำงานของจิมในไอร์แลนด์และ ฉากในประเทศอังกฤษ

ได้ข่าวว่า คุณทอม ชอบทำงานกับทีมเล็กๆ มันดีกว่าทำงานทีมใหญ่อย่างไร

ผมคิดว่า การทำหนังกับทีมที่เล็ก มันทำให้ทุกอย่างเดินหน้าได้เร็วขึ้น เพราะทุกคนรู้หน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง แล้วพวกเราในทีมก็สนิทกันอยู่แล้ว การทำงานทุกด้านจึงไปพร้อมกันได้ดีมาก

คุณทอม ผูกพันกับประเทศไทยมากแค่ไหน อยากให้คนที่ยังไม่รู้จักคุณทอมมากนัก ได้รู้จักอีกด้านที่คุณทอมมีความผูกพันกับประเทศไทย จนพูดภาษาไทยได้คล่อง (เช่น เกิดที่ไทย ทำงานมานานแล้ว ฯลฯ)

ผมเกิดที่กรุงเทพ แต่โตที่อังกฤษ และกลับมาปี 2003 ที่ทำงานกับ โอลิเวอร์ สโตน ในหนังเรื่องอเล็กซานเดอร์ ในแผนกตัดต่อ และเป็นจุดที่ตัดสินใจที่กลับมาอยู่ที่เมืองไทยเพื่อเปิดบริษัทในปี 2004 รวมแล้วผมอยู่เมืองไทยมา 15 ปีแล้วครับ

ทำไมท้ายเครดิตถึงมี KFC ประเทศไทยด้วย

เพราะ KFC เป็นผู้สนับสนุนในเหตุการณ์จริง เพราะตอนนั้นเรื่องอาหารที่นักดำน้ำต้องทานและง่ายที่สุดกับพวกเขาก็จะเป็น KFC ซึ่งในวันเหตุการณ์จริง จะมีตัวบัคเก็ตของ KFC ที่วางทิ้งไว้เป็นจุดๆทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ เพื่อให้ดำน้ำและหน่วยกู้ภัยได้ทานกันได้อย่างสะดวก

74907675_2665690683451724_5047442710105948160_o.jpg

คิดว่า ถ้าเล่าในมุมของคนอื่นๆจะต่างจากที่เราเล่าไหม

ผมยินดีมากๆและหวังว่าจะมีคนอื่นๆมาเล่าเรื่องนี้ต่อ เพราะมันยังมีอีกหลายพันเรื่องที่ควรจะได้รับการถ่ายทอดให้ทุกคนได้ทราบกัน และผมก็อยากจะรู้ว่าคนอื่นๆจะเล่าอย่างไร ด้วยวิธีการเล่าแบบไหน แต่สำหรับในมุมมองของการเล่าเรื่องของผม มันเป็นการผสมผสานทั้งวัฒนธรรมไทยและตะวันตก รวมถึงการลงลึกในเรื่องต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ผม ทำให้ผมรู้อินไซด์ในเรื่องนี้มากกว่าคนอื่น แต่สุดท้ายผมก็ยังหวังที่จะได้เห็นการเล่าเรื่องในมุมมองของคนอื่นๆที่จะเล่า ทั้งที่ผมก็รู้ว่า มันไม่ง่ายเลยก็ตาม

ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรบ้างกับการทำหนังเรื่องนี้

ผมแค่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวของคนในวงใน ที่มันรู้สึกวิเศษและน่าทึ่งให้คนไทยและชาวโลกได้ทราบกัน เพราะผมเล่าเรื่องนี้จากมุมมองและความรู้สึกของคนที่อยู่ในเรื่องจริง โดยที่ไม่ได้แต่งเติมหรือพยายามซ่อนอะไรไว้มากมาย และไม่ได้ใส่สีตีไข่ เลยทำให้ตอนที่เราดูกันมันรู้สึกเรียลมาก ซึ่งในขณะที่บางคนได้ดูกลับเถียงว่า มันไม่ใช่แบบนี้ มันไม่ใช่ในเรื่องจริง แต่ที่สุดแล้วทุกคนจะมีความคิดในแบบฉบับของตัวเองว่า อะไรที่ควรจะเล่าออกมา เพราะเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า มันเป็นเรื่องของเด็กที่ติดในถ้ำและได้ออกมาครบทุกคน แต่มันสำคัญที่วิธีการว่า เราเอาหมูป่าทั้ง 13 คนออกมาได้อย่างไร มันเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาที่กลายเป็นฮีโร่

ถ้าอีก 20 ปีข้างหน้า มีคนได้ดูหนังเรื่องนี้ คิดว่าหนังจะบอกอะไรกับคนเหล่านั้นที่กำลังดู

ผมคิดว่าในอีก 20 ปีถ้ามีคนได้ดูหนังเรื่องนี้ น่าจะมองหนังเรื่องนี้เป็นความซื่อสัตย์ต่อคนดูในสิ่งที่ผมได้ถ่ายทอดออกไป ในเรื่องที่เป็นไฮท์ไลท์ของการกู้ภัยถ้ำหลวงในมุมของอาสาสมัคร ที่มีทั้งเรื่องดราม่า ความน่ากลัว ความตลกในแบบของมัน ซึ่งบางคนรู้สึกว่าน่ากลัว บางคนรู้สึกถึงอารมณ์ส่วนตัวของเขาในตอนนั้น หรือบางคนก็รู้สึกว่าไม่เห็นดราม่าอะไรเลย ซึ่งทั้งหมดมันเป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง ที่มีเรื่องราวหลากหลายมากที่เราจะต้องเล่า แต่ The Cave นางนอน เป็นมุมที่สัมผัสและจับต้องได้ แล้วยังมีพื้นที่ให้หลายๆคนได้มาเล่าด้วยกันเพื่อเติมเต็มหนังเรื่องนี้ให้สมบูรณ์

จากเหตุการณ์จริงสู่การเล่าเรื่องที่เป็นภาพยนตร์ให้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ มันเป็นมุมที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราได้รับรู้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะความยิ่งใหญ่ในเหตุการณ์นี้ เหนือสิ่งอื่นใดคือหน้าประวัติศาสตร์ของเเหตุการณ์ถ้ำหลวงที่คนทั้งโลกได้จดจำ และได้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำกู้ภัยในถ้ำ และยังเป็นแรงบันดาลใจที่ให้คนตัวเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก ได้ทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างกล้าหาญ ที่ไม่ใช่แค่คุณจิม แต่ทุกคนได้สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ขอบคุณ คุณทอม วอลเลอร์

ขอบคุณ คุณจิม วอร์นี่

ขอบคุณ คุณธัชภูมิ นิรันดร์วงศ์วาน

ภาพจาก : www.facebook.com/tomwallerpage , http://www.facebook.com/jim.warny

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: